วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569

7 สิ่งของต้องห้าม! ไม่ควรทิ้งไว้ในรถ (โดยเฉพาะตอนจอดตากแดด)

อากาศร้อนในประเทศไทยสามารถทำให้อุณหภูมิภายในรถพุ่งสูงเกิน 60 องศาเซลเซียสได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อจอดกลางแดดเป็นเวลานาน หลายคนอาจมองข้ามและเผลอทิ้งของบางอย่างไว้ในรถ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อทรัพย์สินและชีวิตโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาไปดู 7 สิ่งที่ไม่ควรทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด

  1. ไฟแช็ก
    ไฟแช็กเป็นสิ่งของที่อันตรายมากเมื่ออยู่ในที่ร้อนจัด เพราะภายในมีแก๊สที่ไวไฟ หากโดนความร้อนสูงอาจทำให้ระเบิดได้ ส่งผลให้เกิดความเสียหายภายในรถ หรือรุนแรงถึงขั้นเกิดไฟไหม้
  2. สเปรย์กระป๋อง (เช่น สเปรย์ผม น้ำหอม สเปรย์ฆ่าเชื้อ)
    กระป๋องสเปรย์ส่วนใหญ่เป็นแบบแรงดัน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความดันภายในก็เพิ่มขึ้นตาม เสี่ยงต่อการระเบิดได้เช่นเดียวกับไฟแช็ก โดยเฉพาะสเปรย์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
  3. โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
    ความร้อนสูงส่งผลโดยตรงต่อแบตเตอรี่ ทำให้เสื่อมเร็ว หรือในบางกรณีอาจเกิดการบวมและระเบิดได้ นอกจากนี้ยังทำให้เครื่องทำงานผิดปกติ หรือหน้าจอเสียหาย
  4. แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank)
    อุปกรณ์ชิ้นเล็กแต่มีความเสี่ยงสูง เพราะภายในเป็นแบตเตอรี่ลิเธียม เมื่อโดนความร้อนจัดอาจเกิดการลัดวงจรและระเบิดได้ คล้ายกับโทรศัพท์มือถือ
  5. ขวดน้ำพลาสติก
    หลายคนอาจคิดว่าไม่อันตราย แต่ขวดน้ำพลาสติกเมื่อโดนแดดจัด อาจปล่อยสารเคมีบางชนิดออกมา และในบางกรณีแสงแดดที่ส่องผ่านขวดน้ำยังสามารถรวมแสงจนเกิดความร้อนสูงเฉพาะจุด เสี่ยงต่อการลุกไหม้ได้
  6. ยาและเวชภัณฑ์
    ยาหลายชนิดต้องเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม หากโดนความร้อนอาจเสื่อมสภาพ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง หรือกลายเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะยาน้ำ อินซูลิน หรืออาหารเสริมบางประเภท
  7. ของมีค่า เช่น กระเป๋าสตางค์ เงินสด เอกสารสำคัญ
    นอกจากเสี่ยงต่อการถูกขโมยแล้ว ความร้อนยังสามารถทำลายบัตรต่างๆ เช่น บัตรเครดิต บัตรประชาชน รวมถึงเอกสารสำคัญที่เป็นกระดาษให้เสียหายได้

สรุป
การจอดรถตากแดดไม่ใช่แค่ทำให้รถร้อน แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อสิ่งของภายในอย่างมาก การหลีกเลี่ยงการทิ้งสิ่งของเหล่านี้ไว้ในรถจะช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซื้อรถ EV ตอนนี้ คุ้มจริงหรือคิดผิด? เปิดค่าใช้จ่ายที่หลายคนไม่รู้

กระแสรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV กำลังมาแรงในปี 2569 หลายคนเริ่มมองว่า “นี่คืออนาคตของการเดินทาง” ทั้งในแง่ความประหยัดและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แต่คำถามสำคัญคือ
การซื้อรถ EV ตอนนี้ “คุ้มจริง” หรือเป็นแค่ภาพจำที่ถูกสร้างขึ้น?

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกค่าใช้จ่ายที่หลายคนอาจไม่เคยคิดถึง ก่อนตัดสินใจซื้อ


EV ประหยัดจริงไหม? หรือแค่ประหยัดบางมุม

สิ่งที่ทำให้รถ EV ดูคุ้มค่า คือ “ค่าไฟถูกกว่าน้ำมัน” อย่างชัดเจน

  • ชาร์จไฟ 1 ครั้ง วิ่งได้หลายร้อยกิโลเมตร
  • ค่าไฟเฉลี่ยต่อกิโลเมตร ต่ำกว่าค่าน้ำมันหลายเท่า

แต่ความจริงคือ “ค่าใช้จ่ายไม่ได้มีแค่นั้น”

เพราะการใช้รถ 1 คัน ยังมีต้นทุนอื่นซ่อนอยู่ ซึ่งอาจทำให้ความคุ้มค่าลดลงโดยไม่รู้ตัว


ค่าแบตเตอรี่ ก้อนใหญ่ที่ต้องคิดเผื่อ

หัวใจของรถ EV คือ “แบตเตอรี่”

แม้ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะรับประกัน 8 ปี แต่หลังจากนั้น

  • ประสิทธิภาพจะเริ่มลดลง
  • ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ยังค่อนข้างสูง

ในระยะยาว 5–10 ปี ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่คนมองข้าม


ค่าติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน

หลายคนคิดว่า “ซื้อรถแล้วก็ชาร์จได้เลย”
แต่ในความจริง การติดตั้ง Wall Charger มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น

  • ค่าอุปกรณ์
  • ค่าติดตั้ง
  • การปรับปรุงระบบไฟฟ้าในบ้าน

โดยเฉพาะบ้านเก่าหรือคอนโด อาจมีข้อจำกัดที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น


ค่าไฟที่อาจไม่ถูกเสมอไป

แม้ค่าไฟจะถูกกว่าน้ำมัน แต่ก็มีตัวแปร เช่น

  • ชาร์จช่วง Peak ค่าไฟแพงขึ้น
  • ใช้ Fast Charge บ่อย ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
  • อัตราค่าไฟในอนาคตมีโอกาสปรับขึ้น

ทำให้ “ความประหยัด” อาจไม่คงที่ในระยะยาว


ค่าเซอร์วิสที่น้อยลง แต่ไม่ใช่ไม่มีเลย

ข้อดีของ EV คือ

  • ไม่มีน้ำมันเครื่อง
  • ไม่มีระบบเครื่องยนต์ซับซ้อน

แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น

  • ระบบช่วงล่าง
  • ยางรถยนต์ (สึกเร็วขึ้นจากแรงบิดสูง)
  • ระบบไฟฟ้าและซอฟต์แวร์

สรุปคือ “ค่าดูแลน้อยลง” แต่ไม่ได้ “ศูนย์บาท”


ราคาขายต่อ ยังเป็นคำถามใหญ่

อีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนมองข้ามคือ “มูลค่าขายต่อ”

รถ EV ยังเป็นตลาดใหม่

  • ราคาอาจตกเร็ว
  • เทคโนโลยีเปลี่ยนไว ทำให้รุ่นเก่าดูด้อยลง

ต่างจากรถน้ำมันที่มีตลาดมือสองชัดเจนกว่า


แล้วแบบไหน “คุ้ม” สำหรับคุณจริงๆ

คำตอบไม่ได้มีแบบเดียว แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้รถ

EV อาจคุ้ม ถ้าคุณเป็นแบบนี้

  • ใช้รถทุกวัน วิ่งระยะทางค่อนข้างเยอะ
  • มีบ้าน สามารถติดตั้งที่ชาร์จเองได้
  • เน้นประหยัดค่าเชื้อเพลิงระยะยาว

รถน้ำมันอาจยังเหมาะกว่า ถ้า

  • ขับรถไม่บ่อย
  • อยู่คอนโด ไม่มีที่ชาร์จสะดวก
  • ต้องเดินทางไกลบ่อย

สรุป: EV คุ้มไหมในปี 2569

รถ EV “คุ้ม” สำหรับบางคน
แต่ “อาจไม่คุ้ม” สำหรับอีกหลายคน

สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ดูว่าอะไรถูกกว่า
แต่ต้องดูว่า “เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณหรือไม่”

เพราะค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของรถ 1 คัน
ไม่ได้อยู่แค่วันที่ซื้อ
แต่อยู่ที่ “ต้นทุนตลอดการใช้งาน”

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตั้งกระจกมองข้างผิดมาตลอดหรือเปล่า วิธีปรับกระจกให้เห็นครบโดยไม่ต้องพึ่งกระจกนูน

หลายคนเลือกติดกระจกนูนเพราะคิดว่ากระจกมองข้างเดิม “มองไม่พอ” แต่ความจริงแล้ว ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่กระจก แต่อยู่ที่ “การตั้งกระจกผิดวิธี” ตั้งแต่แรก

การปรับกระจกมองข้างอย่างถูกต้อง สามารถลดมุมอับสายตาได้มาก โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ และยังช่วยให้การประเมินระยะแม่นยำกว่าการใช้กระจกนูนที่มีภาพเพี้ยน

สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำผิด คือการปรับกระจกให้เห็น “ตัวรถตัวเอง” มากเกินไป เพราะรู้สึกมั่นใจว่าเห็นขอบรถชัด แต่ในความเป็นจริง นั่นกำลังลดพื้นที่การมองเห็นด้านข้างโดยไม่รู้ตัว

วิธีที่ถูกต้องคือ ควรปรับกระจกให้ “แทบไม่เห็นตัวรถ” หรือเห็นเพียงเล็กน้อยที่ขอบกระจก เพื่อเปิดมุมมองไปยังเลนด้านข้างให้มากที่สุด

เมื่อปรับถูกต้อง คุณจะสังเกตได้ว่า รถที่วิ่งจากด้านหลัง จะไหลจากกระจกกลาง ไปยังกระจกข้าง และหายไปจากสายตาในระยะเวลาสั้นมาก ซึ่งหมายความว่ามุมอับถูกลดลงแล้ว

แต่แม้จะตั้งกระจกถูกต้อง ก็ยังไม่สามารถกำจัดจุดบอดได้ 100% การหันมองไหล่ก่อนเปลี่ยนเลนยังคงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด

ข้อดีของการตั้งกระจกถูกวิธี คือช่วยให้คุณ “ไม่ต้องพึ่งกระจกนูน” และยังได้ภาพที่ตรงกับระยะจริง ทำให้ตัดสินใจได้แม่นยำกว่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องใช้ความเร็วในการตัดสินใจ

ในทางกลับกัน หากตั้งกระจกผิด ต่อให้ติดกระจกนูนเพิ่ม ก็อาจไม่ได้ช่วยให้ปลอดภัยขึ้นอย่างที่คิด เพราะพื้นฐานการมองเห็นยังผิดอยู่

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้คือ การตั้งกระจกควรปรับให้เหมาะกับ “สรีระของผู้ขับ” ไม่ใช่ตั้งตามคนอื่น เพราะมุมมองของแต่ละคนแตกต่างกัน

สุดท้ายแล้ว ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีอุปกรณ์มากแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้สิ่งที่มี “ถูกวิธีหรือไม่”

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ยางสปอร์ต VS ยางรถทั่วไป: เลือกแบบไหนดีที่สุดสำหรับรถของคุณ

ยางสปอร์ต (Sport Tires) คือ ยางรถยนต์ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้มีสมรรถนะสูง เหมาะสำหรับการขับขี่ที่เน้นความเร็วและการยึดเกาะถนนเป็นหลัก

ยางประเภทนี้จะมีความแตกต่างจากยางรถยนต์ทั่วไปในหลายด้าน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่โดยตรง

ความแตกต่างระหว่างยางสปอร์ตกับยางรถทั่วไป

คุณสมบัติยางสปอร์ต (Sport Tires)ยางรถยนต์ทั่วไป (All-Season Tires)
ส่วนผสมเนื้อยาง (Compound)มีส่วนผสมที่นิ่มกว่า ทำให้เกาะถนนได้ดีเยี่ยมในทุกสภาพถนน ทั้งแห้งและเปียก แต่จะสึกหรอเร็วกว่ามีส่วนผสมที่แข็งกว่า เน้นความทนทาน และอายุการใช้งานที่ยาวนาน
ดอกยาง (Tread Pattern)มีร่องยางน้อยหรือเล็กกว่า ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสระหว่างยางกับพื้นผิวถนน ทำให้ยึดเกาะได้ดียิ่งขึ้นมีร่องยางที่ลึกและถี่กว่า เพื่อช่วยรีดน้ำและระบายน้ำได้ดี
แก้มยาง (Sidewall)มีความแข็งแรงและแน่นกว่า ช่วยให้การเข้าโค้งมีความแม่นยำ และตอบสนองต่อการเลี้ยวได้ทันทีมีความยืดหยุ่นกว่า เน้นความนุ่มนวลในการขับขี่ และซับแรงกระแทกได้ดีกว่า
อายุการใช้งานสั้นกว่า เนื่องจากเนื้อยางที่นิ่มกว่า และถูกออกแบบมาเพื่อสมรรถนะเป็นหลักยาวนานกว่า เนื่องจากเนื้อยางที่แข็งกว่า และเน้นความทนทานในการใช้งานประจำวัน

ยางสปอร์ตดีกว่ายางรถทั่วไปแค่ไหน?

หากคุณเป็นคนที่ชอบขับรถด้วยความเร็วสูง เข้าโค้งบ่อยๆ หรือต้องการสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่ ยางสปอร์ตจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่ายางรถทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะยางสปอร์ตช่วยให้:

  • เข้าโค้งได้มั่นใจมากขึ้น: ด้วยแก้มยางที่แข็งแรงทำให้รถนิ่งและตอบสนองได้ทันที

  • ควบคุมรถได้ดีขึ้น: เนื้อยางที่นุ่มและดอกยางที่ถูกออกแบบมาเพื่อการยึดเกาะโดยเฉพาะ ทำให้คุณรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับถนน

  • เบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ: เพิ่มระยะเบรกให้สั้นลง ทำให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยางสปอร์ตก็มีข้อจำกัดด้านความนุ่มนวลและอายุการใช้งานที่สั้นกว่ายางรถทั่วไป ทำให้ไม่เหมาะกับทุกคน หากคุณเน้นการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ความนุ่มสบาย หรือความคุ้มค่า ยางรถทั่วไปอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าครับ

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

วิธีทำใบขับขี่สากล 2568 เอกสารที่ต้องเตรียม ขั้นตอน และค่าใช้จ่ายครบจบ

  

การเตรียมเอกสารทำใบขับขี่สากลปี 2568

หากคุณต้องการทำใบขับขี่สากลในปี 2568 (พ.ศ. 2568) เพื่อใช้ขับรถในต่างประเทศ สิ่งที่คุณต้องเตรียมมีดังนี้:


เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ (สำหรับคนไทย)

  • หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับจริงและสำเนา: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าหนังสือเดินทางของคุณยังไม่หมดอายุ

  • บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริงและสำเนา: ใช้ในการยืนยันตัวตน

  • ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล หรือ ใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลฉบับจริงและสำเนา: ใบขับขี่ที่คุณมีอยู่จะต้องเป็นชนิด 5 ปี หรือตลอดชีพเท่านั้น หากเป็นใบขับขี่ชั่วคราว (2 ปี) จะยังไม่สามารถทำใบขับขี่สากลได้

  • รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว: จำนวน 2 รูป ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตาดำ และไม่มีภาพสะท้อนจากแว่นตา

  • ค่าธรรมเนียม: 505 บาท


ข้อควรรู้เพิ่มเติม

  • ใบขับขี่สากลมีอายุ 1 ปี: นับจากวันที่ออกให้ และไม่สามารถต่ออายุได้ ต้องทำใหม่เมื่อหมดอายุ

  • สามารถทำได้ที่: สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ

  • ต้องไปดำเนินการด้วยตัวเอง: ไม่สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปทำแทนได้

  • ใบขับขี่สากลเป็นเหมือนเอกสารคู่กับใบขับขี่ไทย: ในการใช้งานที่ต่างประเทศ คุณยังคงต้องพกใบขับขี่ไทยฉบับจริงคู่กันไปด้วยเสมอ


ขั้นตอนการดำเนินการ

  1. ยื่นคำขอ: ติดต่อเจ้าหน้าที่ ณ กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งที่ต้องการทำใบขับขี่สากล

  2. ตรวจสอบเอกสาร: เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบเอกสารที่คุณเตรียมมา

  3. ชำระค่าธรรมเนียม: ชำระค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด

  4. รอรับใบขับขี่สากล: เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว คุณจะได้รับใบขับขี่สากล

ขับรถชนกรวยจราจร แบริเออร์ เสียค่าปรับเท่าไหร่?

 


การขับรถชนกรวยจราจรหรือแบริเออร์นั้น ไม่ได้มีค่าปรับที่ระบุไว้ชัดเจนในกฎหมายจราจรโดยตรงว่าต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนเท่าใดครับ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และลักษณะความเสียหายที่เกิดขึ้น

ข้อหาที่เป็นไปได้:

  • ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินผู้อื่น (มาตรา 43 (4) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522): หากการชนเกิดจากการขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียว มีโทษปรับตั้งแต่ 400 - 1,000 บาท

  • ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย (มาตรา 358 ประมวลกฎหมายอาญา): หากกรวยจราจรหรือแบริเออร์เป็นของหน่วยงานราชการหรือเอกชน และได้รับความเสียหายจากการชน ผู้ขับขี่อาจถูกแจ้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  • ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ (มาตรา 78 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522): หากผู้ขับขี่ชนแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ หรือไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ถือว่ามีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 - 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สิ่งที่ควรทำหากเกิดเหตุการณ์:

  1. จอดรถในที่ปลอดภัย: หากเป็นไปได้และไม่มีอันตรายต่อการจราจร ควรจอดรถข้างทาง

  2. ตรวจสอบความเสียหาย: ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถของคุณและกรวย/แบริเออร์

  3. แจ้งเจ้าหน้าที่: โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทันที เพื่อมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ บันทึกข้อมูล และประเมินความเสียหาย

  4. ให้ข้อมูลตามความเป็นจริง: ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับเจ้าหน้าที่เพื่อประกอบการพิจารณา

สรุป:

แม้จะไม่มีค่าปรับตายตัวสำหรับการชนกรวยจราจรหรือแบริเออร์ แต่การกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่ข้อหาและความรับผิดชอบทางกฎหมายได้หลายอย่าง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย ดังนั้น ควรขับรถด้วยความระมัดระวังและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดเสมอครับ

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

วิธีเช็กใบสั่งจราจรออนไลน์ จ่ายค่าปรับครบจบในที่เดียว

 


ตรวจสอบใบสั่งออนไลน์และชำระค่าปรับได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

ปัจจุบันการตรวจสอบใบสั่งและการชำระค่าปรับจราจรเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย ไม่ว่าคุณจะต้องการเช็กว่ามีใบสั่งค้างชำระกี่ใบ หรือต้องการจ่ายค่าปรับทันที ก็สามารถทำได้ด้วยตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ที่หลากหลาย

1. ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ PTM E-Ticket

ระบบ PTM E-Ticket เป็นแพลตฟอร์มหลักที่พัฒนาโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับธนาคารกรุงไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนตรวจสอบและชำระค่าปรับได้ทุกที่ทุกเวลา

วิธีเช็ก:

  • เข้าเว็บไซต์ ptm.police.go.th

  • ลงทะเบียน/เข้าสู่ระบบ: หากยังไม่มีบัญชี ให้ลงทะเบียนโดยใช้ข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขบัตรประชาชน หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีที่คุณมีอยู่

  • ตรวจสอบใบสั่ง: เลือกเมนู "ตรวจสอบใบสั่ง" หรือ "ค้นหาใบสั่ง"

  • กรอกข้อมูล: ป้อนข้อมูลที่จำเป็น เช่น เลขที่ใบสั่ง (ถ้ามี), เลขทะเบียนรถ, หรือเลขบัตรประชาชน

  • ผลการค้นหา: ระบบจะแสดงรายการใบสั่งค้างชำระทั้งหมด พร้อมรายละเอียด เช่น วันที่กระทำผิด, ข้อหา, สถานที่, และจำนวนเงินค่าปรับ

2. ตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT

สำหรับผู้ที่ใช้แอปพลิเคชัน Krungthai NEXT ของธนาคารกรุงไทยอยู่แล้ว สามารถตรวจสอบและชำระค่าปรับได้โดยตรงในแอปฯ

วิธีเช็กและชำระ:

  • เปิดแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT

  • เลือกเมนู "จ่ายบิล" หรือ "จ่ายค่าปรับ"

  • ค้นหา "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" หรือ "ค่าปรับจราจร"

  • กรอกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น เลขทะเบียนรถ หรือเลขบัตรประชาชน

  • ระบบจะแสดงใบสั่งที่ค้างชำระ และคุณสามารถเลือกชำระเงินได้ทันที

3. ตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet

TrueMoney Wallet ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้คุณตรวจสอบและชำระค่าปรับได้สะดวก

วิธีเช็กและชำระ:

  • เปิดแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet

  • เลือกเมนู "บิลและบริการ" หรือ "จ่ายบิล"

  • ค้นหา "ค่าปรับจราจร"

  • กรอกข้อมูลที่จำเป็น ระบบจะแสดงใบสั่งค้างชำระ และคุณสามารถชำระเงินได้

4. ตรวจสอบและชำระที่เคาน์เตอร์บริการ

หากไม่สะดวกใช้ช่องทางออนไลน์ คุณยังสามารถตรวจสอบและชำระค่าปรับได้ที่:

  • ตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทย

  • เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ

  • ที่ทำการไปรษณีย์ไทย

  • สถานีตำรวจ ทั่วประเทศ

ข้อควรรู้:

  • ใบสั่งจราจรที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสามารถตรวจสอบและชำระค่าปรับได้ผ่านช่องทางเหล่านี้

  • การชำระค่าปรับออนไลน์ช่วยประหยัดเวลาและหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานีตำรวจ

  • หากมีข้อสงสัยหรือไม่พบข้อมูลใบสั่ง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สถานีตำรวจท้องที่ หรือสายด่วน 1197 (ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร)

การตรวจสอบและชำระค่าปรับออนไลน์เป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย ช่วยให้คุณสามารถจัดการเรื่องค่าปรับได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใบสั่งค้างชำระโดยไม่รู้ตัวอีกต่อไป

7 สิ่งของต้องห้าม! ไม่ควรทิ้งไว้ในรถ (โดยเฉพาะตอนจอดตากแดด)

อากาศร้อนในประเทศไทยสามารถทำให้อุณหภูมิภายในรถพุ่งสูงเกิน 60 องศาเซลเซียสได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อจอดกลางแดดเป็นเวลานาน หลายคนอาจมองข้ามและเผลอ...